วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

การเคลื่อนที่ของวัตถุ

การเคลื่อนที่ของวัตถุ
การเคลื่อนที่ของวัตถุมีการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ เช่น การเคลื่อนที่ในแนวตรง แนวโค้ง และการเคลื่อนที่เป็นวงกลม ฯลฯ ในการที่จะระบุว่าวัตถุอยู่ที่ใดต้องกำหนดจุดอ้างอิง ระยะทางและทิศที่วัตถุนั้นห่างจากจุดอ้างอิง ซึ่งเรียกว่าการกระจัด การกระจัดเป็นปริมาณเวกเตอร์ โดยปริมาณเวกเตอร์เป็นปริมาณที่มีทั้งขนาดและทิศทาง เขียนแทนด้วยลูกศร ความยาวของลูกศรแทนขนาดและหัวลูกศรแทนทิศทาง วัตถุที่กำลังเคลื่อนที่จะเคลื่อนที่เร็วหรือช้า พิจารณาจากระยะทางที่ได้หรือการกระจัดที่ได้เทียบกับเวลาที่ใชในการเคลื่อนที่
วัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ ขณะมีการเคลื่อนที่ได้หลายแบบ เช่น การเคลื่อนที่แนวตรง การเคลื่อนที่แนวโค้ง และการเคลื่อนที่วงกลม การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ จะมีลักษณะเฉพาะของการเคลื่อนที่แบบนั้น ๆ การเคลื่อนที่แนวตรง วัตถุจะเคลื่อนที่ในแนวเดิม (ทิศเดิมหรือทิศตรงกันข้าม ) โดยอาจมีแรงภายนอกมากระทำต่อวัตถุหรือไม่ก็ได้ ถ้ามีแรงมากระทำ ทิศของแรงที่กระทำจะอยู่ในแนวเดียวกับแนวการเคลื่อนที่ชองวัตถุเสมอ การเคลื่อนที่แนวโค้ง วัตถุจะมีการเคลื่อนที่ 2 แนวพร้อม ๆ กัน เช่น เคลื่อนที่ในแนวราบและแนวดิ่ง แรงที่กระทำต่อวัตถุจะมีทิศคงตัวตลอดเวลา โดยทำมุมใด ๆ กับทิศของความเร็ว เช่น แรงดึงดูดของโลก การเคลื่อนที่วงกลม วัตถุเคลื่อนที่เป็นส่วนโค้งรอบจุด ๆ หนึ่ง โดยมีแรงกระทำในทิศเข้าสู่ศูนย์กลาง การเคลื่อนที่แบบฮามอนิกอย่างง่าย วัตถุจะเคลื่อนที่กลับไปมาซ้ำรอยเดิมโดยมีแอมพลิจูดคงตัว

ตำแหน่งของวัตถุ
การบอกตำแหน่งของวัตถุใด ๆ ต้องบอกระยะห่างและทิศทางของตำแหน่งวัตถุนั้นเทียบกับจุดอ้างอิง จุดอ้างอิงควรเป็นจุดที่อยู่นิ่งเป็นจุดที่อยู่ใกล้วัตถุนั้นและสังเกตเห็นได้ชัดเจน ซึ่งจุดอ้างอิงอาจเป็นสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติหรือเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นระยะทางที่เคลื่อนที่ได้จากตำแหน่งเริ่มต้นถึงตำแหน่งสุดท้าย และระยะทางตรงจากตำแหน่งเริ่มต้นถึงตำแหน่งสุดท้าย อาจมีขนาดเท่ากันหรือแตกต่างกันก็ได้ระยะทางในแนวตรงจากตำแหน่งเริ่มต้นไปยังตำแหน่งสุดท้ายของวัตถุเรียกว่า การกระจัด ( displacement ) การบอกปริมาณการกระจัดต้องบอกทั้งขนาดและทิศทาง โดยระบุจุดตั้งต้นและจุดสุดท้าย ปริมาณทางวิทยาศาสตร์มี 2 แบบคือ ปริมาณสเกลาร์และปริมาณเวกเตอร์ ปริมาณสเกลาร์เป็นปริมาณที่มีเฉพาะขนาด ส่วนปริมาณเวกเตอร์เป็นปริมาณที่มีทั้งขนาดและทิศทาง

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2552

กัมมันตภาพรังสี

กัมมันตภาพรังสี
ธาตุกัมมันตรังสี เป็นธาตุที่ไม่อยู่ ในสภาพเสถียร มีการเปลี่ยนแปลง ภายในนิวเคลียสตลอดเวลา
ซึ่งทำให้ธาตุนั้นปลดปล่อยรังสี บางอย่างออกมา

กัมมัตภาพรังสี (Radioactivity) เป็นปรากฎการณ์อย่างหนึ่งของสารที่มีสมบัติในการแผ่รังสีออกมาได้เอง กัมมันตภาพรังสี ที่แผ่ออกมามีอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน คือ รังสีแอลฟา รังสีเบตา และรังสีแกมมา
โดยเมื่อนำสารกัมมันตรังสีใส่ลงในตะกั่วที่เจาะรูเอาไว้ให้รังสีออกทางช่องทางเดียวไป ผ่านสนามไฟฟ้า พบว่ารังสีหนึ่งจะเบนเข้าหาขั้วบวกคือรังสีเบตา อีกรังสีหนึ่งเบนเข้าหาขั้วลบคือรังสีแอลฟาหรืออนุภาคแอลฟา ส่วนอีกรังสีหนึ่งเป็นกลางทางไฟฟ้าจึงไม่ถูกดูดหรือผลักด้วยอำนาจแม่เหล็กหรืออำนาจนำไฟฟ้า ให้ชื่อรังสีนี้ว่า รังสีแกมมา

ก. รังสีแอลฟา (Alpha Ray) เกิดจากการสลายตัวของนิวเคลียสที่มีขนาดใหญ่และมีมวลมากเพื่อเปลี่ยนแปลงให้เป็นนิวเคลียสที่มีเสถียรภาพสูงขึ้น ซึ่งรังสีนี้ถูกปล่อยออกมาจากนิวเคลียสด้วยพลังงานต่าง ๆ กัน รังสีแอลฟาก็คือนิวเคลียสของฮีเลียม แทนด้วย มีประจุบวกมีขนาดเป็น 2 เท่าของประจุอิเล็กตรอน คือเท่ากับ +2e และมีนิวตรอน อีก 2 นิวตรอน (2n) มีมวลเท่ากับนิวเคลียสของฮีเลียมหรือประมาณ 7000 เท่าของอิเล็กตรอน เนื่องจากมีมวลมากจึงไม่ค่อยเกิดการเบี่ยงเบนง่ายนัก เมื่อวิ่งไปชนสิ่งกีดขวางต่าง ๆ เช่น ผิวหนัง แผ่นกระดาษ จะไม่สามารถผ่านทะลุไปได้ แต่จะถูกดูดซึมได้อย่างรวดเร็วแล้วจะถ่ายทอดพลังงานเกือบทั้งหมดออกไป ทำให้อิเล็กตรอนของอะตอมที่ถูกรังสีแอลฟาชนหลุดออกไป ทำให้เกิดกระบวนการที่เรียกว่า การแตกตัวเป็นไอออน ข. รังสีเบตา (Beta Ray) เกิดจากการสลายตัวของนิวไคลด์ที่มีจำนวนโปรตอนมากเกินไปหรือน้อยเกินไป โดยรังสีเบตาแบ่งได้ 2 แบบคือ
1. เบตาลบหรือหรืออิเล็กตรอน ใช้สัญลักษณ์ หรือ เกิดจากการสลายตัวของนิวเคลียสที่มีนิวตรอนมากกว่าโปรตอน ดังนั้นจึงต้องลดจำนวนนิวตรอน ลงเพื่อให้นิวเคลียสเสถียรภาพ
2. เบตาบวกหรือหรือโพสิตรอน ใช้สัญลักษณ์ หรือ เกิดจากการสลายตัวของนิวเคลียสที่มีโปรตอนมากเกินกว่านิวตรอน ดังนั้นจึงต้องลดจำนวนโปรตอนลงเพื่อให้นิวเคลียสเสถียรภาพ
สมการการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี
จากการทดลองพบว่าอัตราการสลายตัวของนิวเคลียสจะเป็นปฏิภาคกับจำนวนนิวเคลียสที่มีอยู่ขณะนั้น เขียนเป็นสมการได้ว่า

แบบทดสอบ
1. ธาตุ M ทำปฏิกิริยากับน้ำเย็น ดังสมการ 2M(s) + 2H2O(l) -------> 2MOH(aq) + H2(g) ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง
ก.ธาตุ M เป็นโลหะแอลคาไลน์
ข.ธาตุ M เมื่อหลอมเหลวนำไฟฟ้าได้ดี
ค.สารละลาย MOH(aq) มีสมบัติเป็นกรด
ง.ปฏิกิริยานี้เป็นปฏิกิริยาที่สามารถทดลองได้ในห้องปฏิบัติการ
2.ข้อใดเป็นสมบัติทั่วไปของธาตุแทรนซิชัน
ก.จุดหลอมเหลวต่ำ
ข.IE 1 สูง ค
.มีเลออกซิเดชันหลายค่า
ง.เกิดสารประกอบโคเวเลนต์เสมอ
3.สีของสารประกอบของธาตุแทรนซิชันจะเปลี่ยนไปเมื่อ 1. ชนิดของไอออนที่ล้อมรอบต่างกัน 2. จำนวนอะตอมหรือโมเลกุลที่ล้อมรอบต่างกัน 3. เลขออกซิเดชันของธาตุแทรนซิชันเปลี่ยนแปลงไป 4. ชนิดของพันธะรอบอะตอมกลางเปลี่ยนไป ข้อใดถูกต้อง
ก.ข้อ 1 , 2 และ 3
ข.ข้อ 2 , 3 และ 4
ค.ข้อ 1 , 3 และ 4
ง.ข้อ 1 , 2 และ 4
4.ปฏิกิริยาต่อไปนี้ X คืออนุภาคใด 147N + อนุภาค X -------> 178O + 11H
ก.แอลฟา
ข.บีตา
ค.นิวตรอน
ง.โฟซิตรอน
5.ชนิดของการแผ่รังสีต่อไปนี้ รังสีใดไม่เบี่ยงเบนในสนามแม่เหล็ก
ก.แอลฟา
ข.แกมมา
ค.บีตา
ง.นิวตรอน
6.กระบวนการใดที่เลอะตอมเพิ่มขึ้น 1 หน่วย
ก.การแผ่รังสี a
ข.การแผ่รังสี g
ค.การแผ่รังสี b
ง.การแผ่รังสี b
7.ไอโซโทปกัมมันตรังสีมีอัตราการสลายตัวภายหลัง 96 นาที เหลือเพียงหนึ่งส่วนแปดของของเดิมที่มีอยู่ ครึ่งชีวิตของไอโซโทปกัมมันตรังสีมีค่าเท่าไร ก.12 นาที
ข.24 นาที
ค.32 นาที
ง.48 นาที
8.จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้ ข้อใดถูกต้อง 1. Ra - 226 ใช้รักษาโรคมะเร็ง 2. I - 131 ใช้ติดตามความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ 3. Co - 60 ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์พืช
ก.ข้อ 1 และ 2
ข.ข้อ 2 และ 3
ค.ข้อ 1 และ 3
ง.ข้อ 1, 2 และ 3
9.โปรตอน คืออะตอมของธาตุใด
ก. ยูเรเนียม
ข. ไนโตรเจน
ค. ไฮโดรเจน
ง. ฮีเลียม
10.รัศมีของนิวเคลียสของกับจำนวนใด
ก. เลขอะตอม
ข. เลขมวล
ค. จำนวนนิวตรอน
ง. จำนวนโปรตอน

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552

บันทึกความรู้เรื่องความเร่ง และอัตราความเร่ง

บันทึกความรู้เรื่องความเร่ง และอัตราความเร่ง การเคลื่อนที่ ด้วย ความเร็ว ความเร่ง และ การเคลื่อนที่ในแนวตรง

การเคลื่อนที่ ในแนวตรง อัตราเร็ว คือการเปลี่ยนแปลง ระยะทาง ต่อเวลา อัตราเร็วเฉลี่ย หน่วย เมตร/วินาที(m/s) s = ระยะทางที่เคลื่อนที่ได้ (m) ตามแนวเคลื่อนที่จริง t = เวลาในการเคลื่อนที่ (s) ความเร็ว คือ การเปลี่ยน แปลงการกระจัด ความเร็วเฉลี่ย หน่วย เมตร/วินาที (m/s) s = การกระจัด (m) คือ ระยะทางที่สั้นที่สุดในการย้ายตำแหน่ง หนึ่งไป อีกตำแหน่งหนึ่ง ความเร่ง คือ อัตราการเปลี่ยน ความเร็ว ความเร่ง หน่วย เมตรต่อ วินาที2( m/s2) a = ความเร่ง แสดง เป็นกราฟ การกระจัดกับเวลา ความเร็วกับเวลา ความเร่งกับเวลา การเคลื่อนที่ในแนวเส้นตรง การเคลื่อนที่ในแนวตรงด้วยความเร่งคงที่ มีสูตรดังนี้ s = vt u = ความเร็วเริ่มต้น (m/s)v = ความเร็วตอนปลาย (m/s ) s = ระยะทาง(m)a = ความเร่ง ( m/s2) การเคลื่อนที่ในแนวดิ่งภายใต้แรงดึงดูดของโลก 1.v = u - gt u = ความเร็วต้น เป็น + เสมอ v = ความเร็วปลาย + ถ้าทิศเดียวกับ u และเป็น - ถ้าทิศตรงขามกับ us หรือ h = ระยะทางเป็น + ตอนวิ่งขึ้น และเป็น - ตอนวิ่งลง 3.v2 = u 2+2gh g = ความเร่งจากแรงโน้มถ่วง
ความเร่ง (อังกฤษ: acceleration, สัญลักษณ์: a) คือ อัตราการเปลี่ยนแปลง (หรืออนุพันธ์เวลา) ของความเร็ว เป็นปริมาณเวกเตอร์ที่มีหน่วยเป็น ความยาว/เวลา² ในหน่วยเอสไอกำหนดให้หน่วยเป็น เมตร/วินาที² เมื่อวัตถุมีความเร่งในช่วงเวลาหนึ่ง ความเร็วของมันจะเปลี่ยนแปลงไป ความเร่งอาจมีค่าเป็นบวกหรือลบก็ได้ ซึ่งเรามักว่าเรียกความเร่ง กับ ความหน่วง ตามลำดับ ความเร่งมีนิยามว่า "อัตราการเปลี่ยนแปลงความเร็วของวัตถุในช่วงเวลาหนึ่ง" และกำหนดโดยสมการนี้
เมื่อ
a คือ เวกเตอร์ความเร่ง v คือ เวกเตอร์ความเร็ว ในหน่วย m/s t คือ เวลา ในหน่วยวินาที จากสมการนี้ a จะมีหน่วยเป็น m/s² (อ่านว่า "เมตรต่อวินาทียกกำลังสอง")
หรือเขียนเป็นอีกสมการได้
เมื่อ
คือ ความเร่งเฉลี่ย (m/s²) คือ ความเร็วต้น (m/s) คือ ความเร็วปลาย (m/s) คือ ช่วงเวลา (s) ความเร่ง คือ อัตราการเปลี่ยนแปลงความเร็วของวัตถุในช่วงเวลาหนึ่ง ที่จุดใดๆบนกราฟ v-t ความเร่งจะเท่ากับความชันของเส้นสัมผัสจุดนั้น